ธรรมะ....ง่ายๆ

posted on 13 Jan 2012 00:56 by kranhapp directory Knowledge
ธรรมะ....ง่ายๆ


"สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ : สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น"

ไม่มีความยึดติดถือมั่นใดที่จะไม่ก่อให้เกิดทุกข์ มีรองเท้าคู่หนึ่ง รองเท้าหายก็ทุกข์แทบตาย เพราะคิดว่ามันเป็นรองเท้า"ของเรา" ทั้งๆที่รองเท้ามันไม่เคยคิดเหมือนเราสักหน่อย รองเท้าไม่เคยรู้สึกว่ามันมี"เจ้าของ" รองเท้าจึงไม่ทุกข์ เราต่างหากเที่ยวยึดเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาเป็นของเรา เที่ยวแสดงความเป็นเจ้าของกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปทั่ว พอมันไม่เป็นไปตามที่เราปรารถนา จึงต้องมานั่งตรอมตรมระทมทุกข์

ข้อความบางส่วนจากหนังสือธรรมะหลับสบายของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี

ธรรมะง่ายๆที่คนมองข้าม

posted on 13 Jan 2012 00:51 by kranhapp directory Knowledge
ธรรมะง่ายๆที่คนมองข้าม

โยนิโสมนสิการ (การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การกระทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสายแยกแยะออกพิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธีให้เห็นสิ่งนั้น ๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย และเป็น ฝ่ายปัญญา
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อน เป็นบุพนิมิต ฉันใด ความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ ก็เป็นตัวนำ เป็นบุพนิมิต แห่งการเกิดขึ้นของอารยอัษฎางคิกมรรค แก่ภิกษุ ฉันนั้น”
“เราไม่เล็งเห็นองค์ประกอบภายในอื่นแม้สักอย่างเดียว ที่มีประโยชน์มากสำหรับภิกษุผู้เป็นเสขะ เหมือนโยนิโสมนสิการ ภิกษุผู้มีโยนิโสมนสิการ ย่อมกำจัดอกุศลได้ และย่อมยังกุศลให้เกิดขึ้น”
“เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่น แม้สักข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้สัมมาทิฏฐิที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เจริญยิ่งขึ้น เหมือนโยนิโสมนสิการเลย”
“เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่น แม้สักข้อหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้ความสงสัยที่ยังไม่เกิด ก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ถูกขจัดเสียได้ เหมือนโยนิโสมนสิการเลย”
“โยนิโสมนสิการ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่, เพื่อความดำรงมั่นไม่เสื่อมสูญ ไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม” ฯลฯ

"โยนิโสมนสิการ" แปลว่า การกระทำในใจโดยแยบคาย คือการรู้จักคิด การคิดเป็น หรือการคิดวิเคราะห์นั้นเอง ตามพระธรรมปิฎก มี 10 วิธีคือ

1.คิดแบบสืบสาวหาเหตุปัจจัย
2.คิดแบบแยกแยะองค์ประกอบ
3.คิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา
4.คิดแบบแก้ปัญหา,
5.คิดแบบอรรถสัมพันธ์(คิดตามหลักการและความมุ่งหมาย)
6.คิดแบบคุณโทษและทางออก
7.คิดแบบคุณค่าแท้ คุณค่าเทียม
8.คิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม
9.คิดแบบเป็นอยู่ในขณะปัจจุบัน
10.คิดแบบวิภัชวาท(แบบจำแนก)

แต่ทั้ง 10 ข้อที่กล่าวมาอาจจะยาวไปจึงพอสรุปสั้นๆ เพียง 4 ข้อคือ
1.คิดเป็นระเบียบ
2.คิดถูกวิธี
3.คิดเป็นเหตุเป็นผล
4.คิดเร้ากุศล(คิดให้เกิดการกระทำที่เป็นกุศล) ..(ศรีมหาโพธิญาณ)
"โยนิโสมนสิการ" สรุปสั้นๆ
1.คิดเป็นระเบียบ

2.คิดถูกวิธี
3.คิดเป็นเหตุเป็นผล
4.คิดเร้ากุศล(คิดให้เกิดการกระทำที่เป็นกุศล) ..(ศรีมหาโพธิญาณ)


 

edit @ 13 Jan 2012 00:53:48 by kranhapp

หลักคิด 16 ข้อ  ซึ่งบรรจุอยู่ใน

พรหมวิหาร 4   อิทธิบาท4   อริยสัจ4   และสังคหวัตถุ 4  

  

 

“พรหมวิหาร 4” หลักธรรมประจำใจ

 

พรหมวิหาร 4   ประกอบด้วย

ความเมตตา  กรุณา  มุทิตา  และอุเบกขา 

เพื่อให้ชีวิตตนเอง  ครอบครัวและคนรอบข้าง 

เกิดความร่มเย็นเป็นสุขไปทั่ว

 

1. เมตตา  : 
ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุขทั้งทางกายและใจ

2. กรุณา   : 
ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ทั้งทางกายและใจเช่นกัน

3. มุทิตา   : 
ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีในเรื่องต่างๆ  โดยไม่คิดริษยา

4.อุเบกขา : 
การรู้จักวางเฉย  หรือวางใจเป็นกลาง เพื่อพิจารณา 

สิ่งต่างๆ ไม่ซ้ำเติมผู้ที่ตกอับ พร้อมกับมีน้ำใจให้ความ 

ช่วยเหลือตามสมควร  

 

“อิทธิบาท 4” หลักธรรมเพื่อความสำเร็จ

อิทธิบาท  แปลว่าบาทฐานแห่งความสำเร็จ 
หมายถึงสิ่งซึ่งมีคุณธรรม เพื่อให้ลุถึงความสำเร็จ
ตามที่ตั้งใจ  ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด  ต้องทำตน
ให้สมบูรณ์  โดยมีพื้นฐานจาก 4 ข้อนี้

 

5. ฉันทะ  : 
ความพอใจในสิ่งที่ตนมี  ตนเป็น  ไม่ต้องการอยากได้ 

ใคร่มีมากเกินไป ซึ่งจะนำมาสู่ความโลภ

6. วิริยะ :

ความพากเพียรในสิ่งนั้น ไม่ย่อท้อง่ายๆ เมื่อพบกับอุปสรรค

 

 7. จิตตะ :

ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ ไม่ล้มเลิกความตั้งใจกลางคันง่ายๆ

มีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นๆ

 

8. วิมังสา  : 

ความมีเหตุมีผลในเรื่องนั้นๆ  ความรู้จริงด้วยการศึกษา

อย่างลึกซึ้งถ่องแท้ เพื่อความเข้าใจ และความสำเร็จ 

 

“อริยสัจ 4”  ความจริงแห่งชีวิต

เป็นความจริง 4 ประการที่ทุกคนต้องเคยพบ 
คือการมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์  ความดับทุกข์ 
และหนทางไปสู่ความดับทุกข์  

 

9.  ทุกข์  : "ความทุกข์เกิดขึ้นได้จากภาวะเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย "

ความไม่สมหวังทั้งปวง รวมไปถึงความสูญเสีย ความ

โกรธ  ความริษยา  อาฆาต  ความวิตกกังวล  ความกลัว 

ความอยาก  ความยึดมั่นถือมั่น  การพรัดพราก ฯลฯ 

เหล่านี้ล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น

 

10. สมุทัย : 

เหตุแห่งทุกข์  คือการพิจารณาถึงที่มาของทุกข์นั้นว่า
เพราะอะไร  เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

11. นิโรธ  :
ความดับทุกข์  เมื่อรู้ต้นเหตุของความทุกข์แล้ว ก็ต้อง
หาทางกำจัดเสีย  ทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้นอีก  หรือเกิดก็
น้อยลง  โดยการทำความเข้าใจและยอมรับความจริง
ของชีวิต

 

12. มรรค  :
หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์  คือการใช้ชีวิตอย่างมีสติ
 เพื่อให้เกิดปัญญา ที่จะชี้นำไปสู่หนทางของการพ้นทุกข์  

 

“สังคหวัตถุ 4”  เพื่อการยึดเหนี่ยวจิตใจ

หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่น
เป็นการผูกไมตรีด้วยการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน

 

13. ทาน  : 
การให้  การเสียสละ  การแบ่งปันเพื่อประโยชน์แก่คนอื่น
ช่วยปลูกฝังให้เป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว  ไม่ยึดติดวัตถุ  และ
คำนึงเสมอว่าไม่มีสิ่งใดยั่งยืน

 

14. ปิยวาจา :
การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน  จริงใจ
ไม่พูดหยาบคายก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์
เหมาะกับกาลเทศะ ถือเป็นบันไดขั้นแรกในการ
สร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

 

15. อัตถจริยา :
การให้ความช่วยเหลือด้วยจิตในที่เป็นกุศล

 

16. สมานัตตา :
การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ  โดยประพฤติตัวให้มี
ความเสมอต้นเสมอปลาย  ช่วยให้เป็นคนจิตใจ
หนักแน่น  ไม่โลเล รวมทั้งยังเป็นการสร้างความ
นิยม  และไว้วางใจให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย

 

จาก 16 แนวคิดที่กล่าวมา หากเลือกบางข้อที่เหมาะส

นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน คงช่วยให้ทุกๆวัน เต็มไปด้วย

ความสงบสุข  ซึ่งความสุขดังกล่าวจะกระจายไปสู่ผู้คนรอบข้าง

ให้ได้มีความสุขสงบกันอย่างถ้วนทั่ว